20.3 C
Thailand
วันเสาร์,4 ธันวาคม,2021

Buy now

spot_img

ยาโมลนูพิราเวียร์กับยาเบญจโลกวิเชียรสู้ไวรัสโควิด19โควิด-19 ยังคงเขย่าโลกกันอย่างสะเทือนเลื่อนลั่น บางประเทศประกาศเปิดไม่เท่าไหร่ก็ถอยหลังกลับมาปิดประเทศกันใหม่ ก็เนื่องจากวัคซีนที่มีใช้อยู่ทุกยี่ห้อไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้เหมือนวัคซีนโรคอื่นๆ

#ยาโมลนูพิราเวียร์กับยาเบญจโลกวิเชียรสู้ไวรัสโควิด19โควิด-19 ยังคงเขย่าโลกกันอย่างสะเทือนเลื่อนลั่น บางประเทศประกาศเปิดไม่เท่าไหร่ก็ถอยหลังกลับมาปิดประเทศกันใหม่ ก็เนื่องจากวัคซีนที่มีใช้อยู่ทุกยี่ห้อไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้เหมือนวัคซีนโรคอื่นๆที่มีใช้กันมาลองมาดูข้อมูลยาฝรั่งกะยาไทย เปิดใจอ่านเปิดใจฟัง อาจจะได้มุมมองใหม่ๆ มุมมองดีกับชีวิตท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 ที่ยังไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่ ยาฟาวิพิราเวียร์ก็ยังคงมีข้อกังขากันอยู่ว่าใช้รักษาได้จริงไหม แต่เมื่อไม่มีอะไรใช้ ก็ยังคงต้องใช้กันอยู่ แต่เชื่อว่า แพทย์ที่ใช้รักษาคนไข้ ก็จะเห็นว่ามีประโยชน์อยู่จริงขณะเดียวกันก็ปรากฎโฉมยาใหม่ที่เคยผลุบๆโผล่ในข่าวมาคั้งแต่ปีก่อนว่าสามารถใช้รักษาโควิด-19 ได้ นั่นคือ ยาโมลนูพิราเวียร์ ชื่อฝรั่งว่า Molnupiravirบริษัท MERCK ได้เสนอข่าวว่ายาต้านไวรัสโควิด Molnupiravia ผ่านการทดลอง clinical trial ในหลายประเทศ พบว่าป้องกันผู้ติดเชื้อไวรัสโควิดระยะแรก ไม่ต้องป่วยมากจนต้องเข้าโรง พยาบาลหรือเสียชีวิตได้ร้อยละ 50 การทดลองยาเป็นการทดลองมาตรฐาน ในผู้ติดเชื้อระยะแรกทั้งหมด 762 ราย ติดตามไป 29 วัน เพื่อดูว่าต้องเข้าโรงพยาบาล หรือเสียชิตหรือไม่ ประเทศต่างๆที่ร่วมทดลองยานี้มี บราซิล คานาดา ชิลี โคลัมเบีย อียิปต์ ฝรั่งเศส เยอรมัน กัวเตมาลา อิสราเอล อิตาลี ญี่ปุ่น แมกซิโก ฟิลิปปินส์ โปแลนด์ อัฟริกาใต้ ไต้หวันยูเครน สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา รวม 170 สถาบันการศึกษาทดลองนี้เรียกว่า “MOVe OUT” trial (MK-4482-002) (NCT04575597) ดำเนินเป็น RCT Phase 3 (randomized, placebo-controlled, double- blind, multi-site study) ก็เรียกว่า ตามหลักวิชาการเป๊ะกลไกการออกฤทธิ์ของยาโมลนูพิราเวียร์ทำตัวเป็น ribonucleoside analogue ไปขัดขวางกระบวนการสร้าง RNA ของไวรัส ทำให้กระบวนการขยายพันธุ์ต้องหยุด หรือ ผิดไป ไวรัสก็แบ่งตัวเพิ่มปริมาณออกไปติดเชื้อเซลล์อื่นๆไม่ได้ผู้ติดเชื้อได้กินยาโมลนูพิราเวียร์ใน 5 วันแรก กินวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น รวม 5 วัน ทั้งหมด 10 เม็ด ราคายาในประเทศ สหรัฐอเมริกาคือ 700 เหรียญสหรัฐต่อหนึ่งชุดตอนนี้ไทยเราสั่งยาไป 5 หมื่นชุด คิดง่ายๆถ้า 1 ดอลลาร์ เท่ากับ 30 บาท ก็ตกชุดละ 21,000 บาท ต่อคนติดเชื้อ 1 คน ราคาน่าตกใจครับ ส่วนยาฟาวิพิราเวียร์ก็สั่งซื้อมากว่า 1 พันล้านบาทแล้วกลับมาดูยาไทยที่ถูกมองข้ามกันบ้าง ในคัมภีร์ตักสิลา ว่าด้วยโรคไข้พิษไข้กาฬต่างๆ 11 กลุ่มโรค 77 โรค ที่เข้าได้กับโรคโควิด-19 อยู่หลายโรค เนื่องจากการวินิจฉัยทางการแพทย์แผนไทย ไม่ได้เอาเชื้อโรคเป็นตัวตั้งยาบำบัดโรคกลุ่มไข้พิษไข้กาฬตัวแรกที่ถูกระบุถึงคือ ยาเบญจโลกวิเชียร มีชื่อเรียกง่ายๆว่า ยาแก้วห้าดวง หรือ ยาห้าราก นั่นเอง เป็นยาที่ใช้กระทุ้งพิษไข้ ที่ต้องให้เป็นตัวแรกคำว่า “กระทุ้งพิษไข้” ไม่ได้หมายถึงเป็นยาลดไข้แบบยาพาราเซตามอล นะครับ แต่เป็นยาที่ขับไล่ให้ “พิษ” ที่ทำให้เกิด “ไข้” นั้นออกมาอยู่ในเลือดและน้ำเหลือง คือ ขับพิษออกจากเซลล์ (อวัยวะ) มากำจัดทางระบบเลือดและน้ำเหลือง โดยการปรับสภาพในร่างกายไม่ให้เหมาะต่อการอยู่อาศัยของพิษ (ปรับสมดุลธาตุ) เมื่อพิษออกมาอยู่ในเลือดและน้ำเหลืองเพื่อกำจัดทิ้งทีนี้คำว่า “พิษ” ในทางการแพทย์แผนไทยก็รวมเอาเชื้อโรคที่มองไม่เห็นเช่น “ไวรัสโควิด-19” นี้ไว้ด้วย ส่วนคำว่า “ไข้” สื่อความหมาย 2 นัยยะ คือ “ตัวร้อน” กับ “โรค” ดังนั้น พิษไข้ คือ พิษที่ทำให้เกิดโรค และ/หรือ มีตัวร้อน ร่วมด้วยเมื่อ “พิษ=ไวรัส” อยู่ในเซลล์ เม็ดเลือดขาวและภูมิคุ้มกันจะกำจัดมันลำบาก แต่พอมันออกมาอยู่ในเลือดและน้ำเหลืองที่อุดมไปด้วยเม็ดเลือดขาวและภูมิคุ้มกัน ก็เลยกำจัดไวรัสได้ง่ายและเร็วขึ้นการที่ฉีดวัคซีนแล้วป้องกันติดเชื้อไม่ค่อยได้ก็เพราะไวรัสมันไม่ออกมาในเลือด คือ ไม่ค่อยมีviremia มันหลบอยู่ในเซลล์นี่เอง พอในเลือดไม่ค่อยมีไวรัส ภูมิคุ้มกัน (IgG, IgM) ก็เลยตกลงเร็ว 3-6 เดือนก็ต้องมาฉีดกระตุ้นกันอีกบ่อยๆ จึงมีคนเสนอว่า ต้องทำเป็นวัคซีนพ่น กระตุ้นภูมิคุ้มกันที่ขึ้นตามเยื่อบุผิว ที่เรียกว่า Secretary IgA ถึงจะไล่ตะครุบไวรัสตอนที่มันออกจากเซลล์เดิมไปติดเซลล์ใหม่ได้ทัน จะหวังพึ่งแต่ IgG, IgM ในกระแสเลือด ก็ได้ผลอย่างที่เห็นๆกันอยู่ แค่พอกันตายได้ แต่ยังไม่พอกันติดดังนั้น ยาห้าราก จึงเป็นยาที่มีกลไกคล้ายยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial drug) นั่นเอง มิใช่ยาแก้ไข้ แต่เมื่อใช้ยาห้ารากแล้ว พิษถูกขับออก (กระทุ้ง) ผลพลอยได้สำหรับคนตัวร้อน (fever) จึงตัวเย็นลงด้วย เนื่องจากยาห้ารากเป็นยาที่มีรสประธานรสเย็น (ฤทธิ์เย็น) จึงมีผลไปลดการทำงานของธาตุไฟทำให้การทำงานของตัวคุมธาตุไฟ คือ ปิตตะ ทำงานน้อยลงด้วยคำว่า “ปิตตะ” เป็นคำรวมของตัวกำกับ/กำเนิดธาตุไฟประกอบด้วยพัทธปิตตะหรือดีในฝัก ก็เทียบได้กับน้ำย่อย น้ำดี เอนไซม์/โคเอนไซม์จากต่อมมีท่อ อพัทธปิตตะหรือดีนอกฝักก็เทียบได้กับเอนไซม์/โคเอนไซม์ในเซลล์หรือฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อ 2 ตัวนี้ทำงานร่วมกันได้เป็น เปลวความร้อนหรือกำเดา ที่เทียบได้กับสารพลังงานสูงที่ชื่อ เอทีพี (ATP) ที่ได้และใช้ในการเกิดเมทะบอลิซึมในเซลล์ เมื่อยาห้ารากไปลดการทำงานของพัทธปิตตะ อพัทธปิตตะ ก็เปรียบกับการไปลดหรือยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสที่ต้องอาศัยเอนไซม์/โคเอนไซม์ในเซลล์เรา เพราะของไวรัสมันไม่มีใช้ มันมาหลอกใช้ของเรา ดูๆไปกลไกก็คล้ายๆกลไกของโมลนูพิราเวียร์ นอกจากไข้ตัวร้อนจะลดลงแล้ว ปฏิกิริยาเคมีต่างๆที่ต้องใช้ความร้อน ฝรั่งเรียก เมทะบอลิซึมก็ลดลง เมื่อเมทะบอลิซึมลดลงกลไกการตอบสนองต่อเชื้อโรคหรือที่เรียกว่า การอักเสบ (inflammation) ก็ลดลงตามไปด้วย การทำร้ายร่างกายตัวเองจากปฏิกิริยาการอักเสบมากเกินไปจากมรสุมภูมิคุ้มกัน (Cytokine storm) ก็ลดลงไม่ไปทำลายปอดหรืออวัยวะต่างๆตัวยาห้ารากประกอบด้วยรากย่านาง รากเท้ายายม่อม รากชิงชี่ รากมะเดื่อชุมพร รากคนทา เป็นตัวยาสำคัญที่มีทั้งสมุนไพรรสขม รสฝาด รสจืด รสเมาเบื่ออ่อนๆ อยู่ด้วยกันจึงสามารถปรับสภาพร่างกายไม่ให้พิษอยู่ได้ จึงสามารถกระทุ้งพิษได้ ยาโมลนูพิราเวียร์มีกลไกการทำงานไม่ให้ไวรัสแบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้เพิ่งมีการทดลองกันมาไม่นาน กิน 5 วัน 10 เม็ด ราคา 2 หมื่นกว่าบาทยาห้ารากมีกลไกในการปรับสภาพร่างกายให้สมดุลจึงกระทุ้งพิษไข้ออกมากำจัดในเลือดและน้ำเหลืองได้ คนไทยใช้จริงกันมาหลายร้อยปี หาได้เองในบ้านเรา ผลิตได้เองในบ้านเรา ให้ 5-7 วัน ราคาไม่กี่ร้อยบาท ส่วนตัวเชื่อว่า ถ้าให้ยาห้ารากไป 3-5 วันแล้วตรวจเชื้อซ้ำใช้ ATK ตรวจดูก็น่าจะให้ผลลบได้แล้ว เพราะสภาพร่างกายไม่น่ารื่นรมย์ต่อการอยู่กินของไวรัสแล้วจากวิธีคิดตามหลักเวชกรรมไทย ยาห้ารากไม่สามารถใช้กินเป็นยาปัองกันโควิด-19 ได้ และไม่เหมาะที่จะเอามากินป้องกันยาวนานเกินกว่า 7 วัน แต่ใช้เป็นยารักษาโรคโควิด-19 ได้ดี หากมีการนำมาวิจัยฤทธิ์ต้านไวรัสโควิด-19 น่าจะยับยั้งไวรัสโควิด-19 ได้ไม่น้อยกว่า 90% เผลอๆจะเกือบ 100% ด้วยซ้ำ เพราะมีรสยาสมุนไพรทั้งขม จืด เมาเบื่ออ่อนๆ (เฝื่อน ขื่น) อยู่ด้วยกัน สายพันธุ์เดลต้า ก็เดลต้าเถอะ เสียดายยังไม่มีผลวิจัยแบบฝรั่งมายืนยัน เอาหลักวิชาเวชกรรมไทยมายืนยัน เขาคงไม่เชื่อกัน ส่วนความเป็นพิษของยาห้ารากก็ไม่น่าจะมีอะไร ถ้าใช้อย่างถูกต้องเหมาะสม และตำรับยาก็ใช้กันมายาวนาน และตั้งตำรับตามหลักเภสัชกรรมไทย มิได้ใช้แต่สมุนไพรรสขมอย่างเดียวแต่ต้องเน้นย้ำว่า ทำจากรากไม้ทั้ง 5 จริงๆ ไม่ใช่เอาใบ กิ่งก้านมาทำ และใช้กรรมวิธีปรุงยาแบบแผนไทย ตรงตามหลักเภสัชกรรมไทยจริงๆ มิใช่ยาโหลๆที่ใช้กันด้วยการเอาสมุนไพรตามสารสำคัญของฝรั่งมาใส่รวมกัน ไม่อยากให้มองข้ามกันไป อยากให้เชื่อภูมิปัญญาไทยกันบ้าง ที่เรารอดจากการเป็นเมืองขึ้นของพวกฝรั่งมังค่าสมัยล่าอาณานิคมก็ภูมิปัญญาไทยนี่ล่ะครับ เปิดโอกาสให้แพทย์เวชกรรมไทย ได้เข้ามามีบทบาทในการตรวจรักษา วิเคราะห์วินิจฉัยและรักษาตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ให้เข้าไปทำการตรวจวินิจฉัย ราวด์วอร์ด ติดตามอาการนะครับ ไม่ใช่แค่ส่งยาไปให้คนไข้เฉยๆที่สำคัญต้องประเมินสมุฏฐาน กำลังโรค กำลังคนไข้ แล้วปรับขนาด สัดส่วน หรือเพิ่มชนิดยาให้เหมาะสมกับคนไข้ตามหลักการบำบัดโรคที่ต้องมีทั้งการ “กระทุ้ง รุ ล้อม รักษา บำรุง” ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ไปพร้อมกันก็คล้ายๆแพทย์แผนปัจจุบันที่ต้องมีการรักษาเฉพาะ (specific treatment) การรักษาตามอาการ (symptomatic treatment) และการรักษาประคับประคอง (supportive treatment) มิได้ให้แค่ยาต้านไวรัสอย่างเดียวน่าจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งของการอยู่รอดระยะยาวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในการฝ่ามรสุมวิกฤตโควิด-19 ไปได้ นพ.พิเชฐ บัญญัติรองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เลขาธิการสมาคมเวชกรรมไทย๑๗/๑๐/๒๕๖๔#ยาต้านไวรัส#ยาโมลนูพิราเวียร์#ยาไทยต้านโควิด#ยาเบญจโลกวิเชียร

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

Stay Connected

0แฟนคลับชอบ
3,045ผู้ติดตามติดตาม
- Advertisement -spot_img

ข่าวสารล่าสุด